วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 10/7/2555



วันพฤหัสที่ 5/7/2555






ปัญหาทางความคิด โดย : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ปัญหาทางความคิด

โดย : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20120710/460654/news.html

คนที่เริ่มศึกษาเรื่องหุ้น ช่วงแรกๆ เขาจะรู้จักกับแนวความคิดแบบหนึ่ง ที่เขาเชื่อว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องและจะพาให้เขาประสบความสำเร็จในการลงทุน ต่อมาเมื่อเขาได้ฟัง ได้อ่าน และศึกษาเพิ่มขึ้น เขาอาจพบว่ายังมีแนวความคิด หรือทฤษฎีอื่นที่น่าสนใจ และช่วยให้ผลงานการลงทุนของเขาดีขึ้น แม้ทฤษฎี หรือแนวความคิดใหม่นี้ อาจไม่ตรง หรือแย้งกับสิ่งที่เขาเข้าใจมาในอดีต หลักการไหนกันแน่ ที่เขาควรเชื่อและปฏิบัติตาม แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ลองมาดูกันว่า มีแนวความคิดอะไรที่ดูเหมือนจะแย้งกันสุดขั้ว
ความคิด ข้อแรกที่ดูมีปัญหา คือ การถือหุ้น สั้นไม่เสี่ยง การถือหุ้นยาว คือ ความเสี่ยง เหตุผล คือ ในระยะยาวเราคาดการณ์อะไรไม่ได้ จึงเป็นความเสี่ยง และนี่คือ ความคิดของนักเล่นหุ้นที่เน้นแนวเทคนิค แต่อีกด้านหนึ่ง คนที่เป็น Value Investor ที่ซื้อหุ้นเหมือนกับการลงทุนทำธุรกิจ กลับมองว่า การถือหุ้นสั้นมีความเสี่ยง เพราะระยะสั้นตลาดหุ้นอาจผันผวนจากปัจจัยด้านมหภาค เช่น เรื่องเศรษฐกิจและตลาดหุ้น แต่ในระยะยาว ถ้ากิจการเราวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีว่า จะเติบโตและกำไรเพิ่มขึ้น ในที่สุดแล้ว ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นตาม ดังนั้น ในระยะยาวโอกาสที่จะขาดทุนก็จะน้อยมาก ดังนั้น ถือหุ้นสั้น เสี่ยง ถือยาว ไม่เสี่ยง
ความคิด ข้อสอง ที่หลายครั้งเราได้ยินว่า การลงทุน หรือการเล่นหุ้น อย่าไปซื้อตอนหุ้นกำลังลง ต้องซื้อตอนหุ้นกำลังขึ้น นักเล่นหุ้น "รายใหญ่" ที่ใช้สไตล์การเล่น "แรงและเร็ว" บางคนถึงกับบอกเลยว่า ถ้าซื้อแล้วหุ้นไม่ขึ้น ต้องขายทันที ถ้าซื้อแล้วหุ้นวิ่ง ก็จะซื้อเพิ่มขึ้นไปอีก เรียกว่า Average Up คือ ซื้อถัวเฉลี่ยในราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลับกัน เรามักจะได้ยินว่านักลงทุน โดยเฉพาะที่เป็นระยะยาวควรจะซื้อหุ้นแบบ Average Down คือ ซื้อหุ้นเมื่อราคาลดลง ยิ่งลดลงก็ยิ่งซื้อเพื่อ "ลดต้นทุน" ต่อหุ้นลง นอกจากนี้ เราก็ยังมี ทฤษฎี Dollar Cost Average ที่บอกให้ซื้อหุ้นเฉลี่ยไปเรื่อยๆ ด้วยเม็ดเงินเท่ากันทุกเดือน หรือทุกปีโดยไม่ต้องสนใจหุ้นจะขึ้นหรือลง ข้อดี คือ ถ้าเดือนไหนหุ้นขึ้นเราซื้อหุ้นได้น้อยหน่อย ช่วงไหนหุ้นลง เราซื้อหุ้นได้มากหน่อยดังนั้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อหุ้นก็จะลดลง
ความคิด ข้อที่สาม คือ วิธีที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีและเร็วที่สุด คือ ซื้อหุ้นที่ถูก และขายเมื่อราคาขึ้นมา "เต็มมูลค่า" นี่คือ แนวทางของ VI ส่วนใหญ่มักจะวิเคราะห์หา "มูลค่าที่แท้จริง" อย่าง "ละเอียดถี่ถ้วน" และซื้อขายหุ้นค่อนข้างบ่อย เพื่อสร้างผลตอบแทน "อย่างรวดเร็ว" ขณะที่อีกแนวความคิดหนึ่ง คือ ซื้อหุ้นกิจการที่ดีมาก และถือไว้ยาวนานตราบที่ยังดีอยู่ นี่คือแบบที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ใช้ แต่ VI จำนวนมาก ก็ไม่เชื่อว่าวิธีนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ดีมากๆ ได้ เหตุผล คือ ในระยะยาวแล้ว เป็นเรื่องยากที่บริษัทจะโตได้เกินปีละ 15-20% ดังนั้น ถือหุ้นแบบนี้ในระยะยาวพอร์ตจะโตได้มากก็ปีละ 15-20% สู้ซื้อหุ้นที่ถูกและขายภายในเวลาไม่กี่เดือน เมื่อได้กำไร 15-20% ก็ไปซื้อหุ้นถูกตัวใหม่ที่จะได้กำไรอีก 15-20% ถ้าทำแบบนี้ได้ปีละ 3-4 ครั้งก็จะได้ผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 40-50% เป็นอย่างน้อย
ความคิด ข้อที่สี่ คือ การลงทุน เราควรต้อง กระจายความเสี่ยง โดยการถือครองหุ้นหลายๆ ตัว และแต่ละตัวอาจไม่เกิน 5-10% ของพอร์ตโดยรวม การทำแบบนี้จะทำให้ความเสี่ยงลดลง ตรงกันข้าม เรามีแนวความคิดการลงทุนแบบ Focus หรือเน้นลงทุนในหุ้นน้อยตัวแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งช่วงแรกๆ ของการลงทุน บางครั้งเขาถือหุ้นตัวเดียวเกิน 30-40% ของพอร์ตก็เคยมี การลงทุนแบบนี้จะทำให้ผลตอบแทนสูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญแต่ก็มีความเสี่ยงสูง คนที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ มักจะบอกว่า เขาศึกษาตัวหุ้นนี้มาเป็นอย่างดี เขาไม่คิดว่าเป็นความเสี่ยง ในประเด็นเรื่องกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงโดยการถือครองหุ้นนี้ ในหมู่นักลงทุนไทย ซึ่งรวมถึง “VI” จำนวนมาก พวกเขาลงทุนยิ่งกว่าคำว่า Focus นั่นคือ หลายคนถือหุ้นตัวเดียวคิดเป็น 50% หรือบางคนถือหุ้นตัวเดียว 100% และบางครั้งถือเกิน 100% นั่นคือ ใช้มาร์จินซื้อหุ้นเพิ่มด้วย
ความคิด ที่ห้า คือ ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น หรือ ภาพของเศรษฐกิจมหภาค มีความสำคัญต่อการลงทุน ถ้าภาพไม่ดี เราต้องออกจากตลาด เราไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในตลาดตลอดเวลา ว่าที่จริง ปีปีหนึ่งอาจจะเล่นเพียง 2-3 รอบ หรือบางปีอาจไม่เล่นเลยก็ได้ ตรงกันข้าม อีกความคิดหนึ่ง คือ เศรษฐกิจ หรือตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร เราไม่ต้องสนใจ สนใจเฉพาะว่า กิจการที่เราลงทุนเป็นอย่างไร ถ้าดีอยู่เราก็ซื้อหรือถือไว้ เพราะเราลงทุนกับบริษัท เราไม่ได้ลงทุนในดัชนีหรือลงทุนซื้อหุ้นทั้งตลาด โดยทั่วไปแล้ว เราจะอยู่ในตลาดตลอดเวลา และบางคนแทบจะถือหุ้น 100% ไม่ถือเงินสดเลยด้วยซ้ำ
ความคิด ที่หก คือ แนวคิด กลยุทธ์ และข้อมูลทางเทคนิค กับวิธีการลงทุนแบบ VI เอามาใช้ประกอบกันได้ หลายๆ คนมีความคิดว่าเขาหาหุ้นแบบ VI แต่จังหวะซื้อหรือขาย ดูจากข้อมูลทางเทคนิค เพราะเชื่อว่าวิธีนี้ จะทำให้ทำผลตอบแทนได้สูงกว่าการใช้หลักการแบบ VI อย่างเดียว ส่วนอีกแนวทางหนึ่งมักมาจากพวก "VI พันธุ์แท้" ที่มองว่า หลักการทางเทคนิค ไม่มีประโยชน์ และบ่อยครั้งขัดแย้งกับหลักการ "พื้นฐาน" ของกิจการ การนำมาใช้ หรือใช้ร่วมกับวิธีการของ VI ไม่ถูกต้อง และอาจทำให้เกิดความเสียหายได้
ความคิด ที่เจ็ด คือ แนวความคิดที่ว่าสไตล์และวิธีการลงทุนที่ถูกต้อง ย่อมต้องขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนด้วย นั่นแปลว่า หลักการที่บัฟเฟตต์ใช้ และประสบความสำเร็จอย่างสูง เราจะเอามาใช้ตรงๆ ไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่บัฟเฟตต์ เราไม่มีความสามารถและมีอีคิว เหมือนบัฟเฟตต์ เราไม่ได้มีพอร์ตใหญ่เหมือนบัฟเฟตต์ และสุดท้าย คือ เราไม่ได้อยู่ในอเมริกา สิ่งที่เราควรทำก็คือ ดูว่า "จริต" เราเป็นอย่างไร และเลือกหลักการลงทุนที่ "ถูกกับจริตเรา" มากที่สุด ในอีกด้านหนึ่ง มีความคิดว่า ต้องปรับตัวเรา หรือสอนให้ตัวเราเรียนรู้หลักการ และวิธีการลงทุนที่ถูกต้องที่สุด ถ้าจริตเราไม่เหมาะสมกับหลัก หรือวิธีการลงทุนที่ถูกต้อง ต้องแก้ไข มิฉะนั้น จะไม่ประสบความสำเร็จ เหนือสิ่งอื่นใดคือ หุ้นนั้นไม่รู้หรอกว่าใครเป็นเจ้าของ ไม่เปลี่ยนตามเรา เราต้องเปลี่ยนแปลงตามมัน
เขียนถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มสับสน และไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง และจะเชื่อด้านไหนในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็น ส่วนตัวผมเอง คิดว่า ด้านไหนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับความเชื่อ หรือแนวความคิดพื้นฐานของเรา ถ้าเราเป็น "VI พันธุ์แท้" เรามีแนวโน้มจะเชื่อด้านหนึ่งแต่ถ้าเราเป็น "นักเก็งกำไร" เรามีแนวโน้มเชื่อไปอีกด้านหนึ่ง และผมเชื่อว่าแนวทางนั้น อาจดีกับความคิดพื้นฐานดังกล่าว สิ่งที่ผมแนะนำ คือ เวลาเราศึกษา ต้องดูว่าเหตุผลที่เขาใช้คืออะไร ความคิดนั้นมาจากหลักการอะไร ถ้ามาจากแนวคิดพื้นฐานที่เราใช้ นั่นคือ ความคิดที่ถูกต้อง และควรจะยึดถือ อย่าวอกแวก การลงทุนประกอบไปด้วยหลักการต่างๆ มากมาย ถ้าไม่สอดคล้องกัน ก็จะเหมือนเครื่องจักรที่เดินไม่ราบรื่นแน่นอน





Tags : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันพุทธที่ 20/6/55





วันนี้ผมขอคุยถึงเรื่อง MINT บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ธุรกิจหลักด้านการลงทุน ในกิจการโรงแรมภายใต้ brand อนันตรา โฟร์ซีซั่นส์, แมริออท เป็นต้น ภัตตาคาร ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า ธุรกิจอาหารภายใต้ brand Pizza Company, Swensen 's, Sizzler, แดรี่ควีน กลุ่มบริษัทประกอบกิจการส่วนใหญ่ในประเทศและในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จีน มัลดีฟส์ อาหรับเอมิเรตส์ ศรีลังกา เป็นต้น

ในไตรมาส 1/55 บริษัทมีกำไร 1,275 ลบ. เทียบกับปี 2554 ที่มีกำไร 822 ลบ. นับว่าโตขึ้นทีเดียว Consensus ให้ราคาเป้าหมายปี 55 ไว้น่าสนใจเฉลี่ยที่ 15 บาท (สูงสุด 17.5 ต่ำสุด 11 บาท) เมื่อมองในทางเทคนิคเราพบว่าราคาเคลื่อนไหวแบบ Sideway มีกรอบอยู่บริเวณ 12.6 – 13.6 จากการเฝ้าสังเกตการซื้อขายของ NVDR เราพบว่ามีการซื้อเข้ามาตลอด แต่ราคาไม่ได้ขยับไปไหน ดังนั้นน่าจะเป็นจังหวะที่ดีของนักลงทุนระยะยาวที่จะสะสมหุ้นที่มีการจัดการบริหารความเสี่ยงที่ดี
ฺBy คิม พ่อลิงน้อย ผมเข้าใจดีน่ะครับว่าการวิ่งของ SET ในวันนี้ทำให้เพื่อน ๆ หลายคนเซ็งมาก มันก็ธรรมดาน่ะครับสำหรับการวิ่งในกรอบที่ยังไม่มีแนวโน้มหรือที่คนเค้าเรียกว่า Sideway หรือบางคนเรียกว่า Non Direction แต่ตามจริงนั้น หากเราสามารถประเมินทิศทางได้ใกล้เคียง เราก็จะรู้ว่าตามจริงมันก็มีประโยชน์เช่นกัน แต่จุดนี้ "ความหนักแน่น" สำคัญเป็นที่สุด ผมเองก็อยากให้หุ้นในพอร์ทผมวิ่ง แต่บางทีมันก็ไม่วิ่ง ช่างมัน ในกรณีหุ้นขาขึ้น มันไม่ได้ขึ้นกันทุกตัวหรอก ตัวโน้นวิ่งก่อน ตัวนี้วิ่งตาม ตัวโน้นอ่อนมา ตัวนี้ขึ้นไป มันก็เป็นอย่างนี้เสมอ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร ก็วิธีกระจายความเสี่ยงนั่นล่ะที่จะได้ผล เพราะหุ้นแต่ล่ะตัว รอบวิ่งมันไม่เท่ากัน โดยเฉพาะการวิ่งในคลื่นขาขึ้น ปกติตัวใหญ่วิ่งก่อน ตัวกลางตามมา ตบท้ายด้วยตัวเล็ก แต่้... ไม่เสมอไป ทุกอย่างไม่มีกฎตายตัว เพราะหากเราเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี ไม่มีข่าวร้ายแอบอยู่ข้างหลัง มีแต่ข่าวดีดักอยู่ข้างหน้า อย่างไรเสีย สุดท้ายมันก็ต้องวิ่งเข้าหาพื้นฐาน ดังนั้น วันนี้ไม่วิ่ง ช่างมัน พรุ่งนี้ไม่วิ่ง ก็ช่างมัน รับรองว่าสักวัน มันจะวิ่ง และเกินคุ้มเกินคาด ตามประสา "ฉันอั้นมานานแล้ว พอเปิดประตูให้ ฉันก็ขอเต็มที่สักหน่อย" (คนปวดท้องแต่ห้องน้ำไม่ว่าง คงเข้าใจเรื่องนี้ดี ฮ่าๆๆ)
หุ้นมีการเคลื่อนไหวเป็นรอบบ โดยมี 4 ช่วงจังหวะ คือ ระยะสะสมหุ้น, ช่วงหุ้นวิ่งขึ้น, ช่วงลังเลปลายขาขึ้น และช่วงปรับฐานลงมา ดังนั้นช่วงเวลาแห่งการซื้อหุ้นก็คือหลังจากหุ้นปรับลงมามาก และเข้าสู่ระยะสมสมหุ้นนั่นเอง ช่วงราคานิ่งจะเป็นช่วงที่รายใหญ่สะสม ไม่ว่าจะเป็นกองทุน, ต่างชาติ หรือรายใหญ่ต่างต้องการกำไรกันทั้งนั้น เมื่อสะสมมากพอสมควรก็เข้าสู่ระยะเวลาดันราคาหุ้นขึ้นไป ดังนั้นเราจะมีเวลาหนึ่งที่ราคาไม่ค่อยจะไปไหน ขึ้นได้สัำกพักก็โดนดันลงมา ก็ของยังไม่ครบ เขาก็ทุบเป็นธรรมดา ช่วงนี้จะทำให้เราอึดอัด หุ้นจะนิ่ง, ซึม หรือโดนทุบแต่ไม่ต่ำกว่าราคาลึกสุด จนสุดท้ายรายย่อยก็ทนไม่ไหว คิดว่าเสียเวลา เอาเงินไปซื้อหุ้นที่กำลังวิ่งดีกว่า แล้วหุ้นก็เปลี่ยนมือจากรายย่อยเข้าสู่รายใหญ่, กองทุนและต่างชาติ แต่เราสามารถสังเกตได้ว่าเราโดนหลอกหรือไม่ ก็ด้วยวิธีทางเทคนิค เช่น RSI, MACD มักจะเกิด Divergence หรือสัญญาณขัดแย้งกัน ถ้ามีของในพอร์ทแล้วก็ไม่ต้องกลัว ถ้ามีทุนอยู่ก็เตรียมลุยได้เลย
ปล. ระยะนี้คงได้ยินคำว่า Divergence จากผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน รู้กันน่ะครับ

วันพุทธ 04/07/2555

วันนี้ยอดฝรั่งน่าจะเป็น Net Buy ประมาณ 1,500 ล้านบาท...แต่ที่เห็นขายสองพันกว่าล้าน อาจจะเป็นเพราะมี Big Lots หุ้น CPF ประมาณ 3,600 ล้านบาทครับ...แถมมี Long Tfex อีกประมาณสองพันสัญญา...ค่าเงินก็ยังแข็งค่า น่าจะคล้ายกับกรณี Big Lots ของ CPALL ที่ทำให้ไอดซื้อขายดูเยอะครับ...
ความคิดเห็นส่วนตัวน่ะครับ...เพราะเท่าที่ดูตลาดทั้งวัน แรงซื้อกลุ่มพลังงานเยอะทีเดียว...อาจจะตกใจที่น้องไก้วิ่งหนีไปบางจาก...5555
ตลาดช่วงนี้ไม่ง่าย...เหมือนมีอะไรมากกั๊กไม่ให้ขึ้นแรงไม่ให้ลงแรง...น่ากลัวเหมือนจะมีอะไรแปร่งๆ...ระยะเฝ้าระวัง :) by wizardkit


วันนี้หรั่งขายไก่ 3พันกว่า จากที่รับไก่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คนรับคือใครไม่รู้ แต่ย่อยซื้อ 3 พันล้าน หรั่งซื้อ SCC วันแรก แต่ไปดูฝั่ง Tfex หรั่งเปิด Long นะจ๊ะ

Dtac ไม่น่าคันเลย ภาพไม่ชัดแต่คันอ๊ะ